จากโค้ชบอลมหา’ลัย สู่กุนซือใหญ่เชลซี เกรแฮม พอตเตอร์

จากโค้ชบอลมหา’ลัย สู่กุนซือใหญ่เชลซี เกรแฮม พอตเตอร์
เกรแฮม พอตเตอร์ คือโค้ชที่ได้รับคำชมมากที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอล กับผลงานที่เขาปลุกปั้นสโมสรไบร์ทตัน ขึ้นมาเป็นทีมที่ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ

ไบร์ทตัน เป็นทีมที่ไม่ใช่มีดีแค่ผลการแข่งขัน แต่รูปแบบแนวทางการเล่นของพวกเขาเป็นไปอย่างมีระบบ แบบแผน จากการสร้างทีมของกุนซือรายนี้


ในช่วงที่ผ่านมามีหลายคนในวงการฟุตบอลพูดว่า ไบร์ทตัน ดูจะเล็กไปหรือเปล่าสำหรับฝีมือในการทำทีมของ เกรแฮม พอตเตอร์ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าเขาจะแยกทางออกไป และยังคงก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป


ในฤดูกาลนี้เขาพา ไบร์ทตัน ออกสตาร์ทด้วยผลงานที่ติดลมบนในช่วง 6 นัดแรก ชนะ 4 เสมอ 1 แพ้ 1 เก็บไปได้ถึง 13 คะแนน รั้งอันดับที่ 4 ของตาราง ซึ่งแม้จะเสียขุมกำลังหลักออกไปหลายรายในช่วงก่อนเปิดซีซั่น แต่ทีมของเขากลับไม่สะเทือน มีหนำซ้ำยังดูแข็งแกร่งมากกว่าเดิมอีกด้วย


จนกระทั่งสโมสรเชลซี ประกาศปลด โธมัส ทูเคิ่ล พ้นตำแหน่งกุนซือ ก่อนที่บอร์ดบริหารทีมจะเดินหน้าไล่ล่าตัว เกรแฮม พอตเตอร์ มาทำหน้าที่แทน พร้อมกับจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับ ไบร์ทตัน เป็นจำนวนเงิน 15 ล้านปอนด์


ข้อเสนอของเชลซี ที่ยื่นเข้ามาให้กับกุนซือวัย 47 ปี รายนี้ เป็นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งในเรื่องของการยกระดับตัวเองไปแยู่กับสโมสรที่ใหญ่และพร้อมประสบความสำเร็จมากกว่า ทั้งในเรื่องของรายได้ค่าจ้างที่เพิ่มจากเดิมถึง 6 เท่าตัว


ด้วยวิถีฟุตบอล แม้เขากำลังมีความสุขดีกับ ไบร์ทตัน และก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีความคิดในเรื่องของการย้ายไปทำทีมอื่นในช่วงเร็วๆนี้ แต่เมื่อโอกาสมาถึงเขาก็ไม่ปล่อยให้หลุดมือ และคว้าเอาไว้ 


เดอะ มิร์เรอร์ ได้มีการเปิดเผยเรื่องราวเส้นทางงานโค้ชของ เกรแฮม พอตเตอร์ เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ว่าจากจุดเริ่มต้นด้วยการเป็นโค้ชทีมระดับมหาวิทยาลัย ก่อนจะไต่เต้าอาชีพตัวเองจนมายืนอยู่จุดที่สูงมากๆกับการคุมทีมเชลซี กว่าที่กุนซือผู้นี้จะมายืนอยู่จุดนี้ เขาผ่านอะไรมาบ้าง ไปติดตามกัน...


ย้อนกลับไปสมัยเป็นนักเตะ เกรแฮม พอตเตอร์ ลงเล่นในลีกอาชีพไปถึง 320 นัด ให้กับทีมอย่าง เบอร์มิงแฮม ซิตี้, เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน, เซาแธมป์ตัน แต่ทีมที่เขาลงสนามให้มากที่สุดคือ ยอร์ค ซิตี้ ที่จำนวน 114 นัด และในสมัยดาวรุ่งเขาเคยมีชื่อติดเยาวชนทีมชาติอังกฤษ ชุด U21 ลุยศึกชิงแชมป์ยุโรป รอบคัดเลือก ปี ค.ศ. 1996 


ก่อนจะแขวนสตั๊ดกับทีมแม็คเคิ่ลสฟิลด์ทาวน์ ด้วยวัยเพียงแค่ 30 ปี ในขณะที่สภาพร่างกายของเขาก็ยังฟิตสมบูรณ์ ก่อนที่เจ้าตัวจะให้เหตุผลถึงการเลิกเล่นฟุตบอลว่าเขารู้สึกว่าเส้นทางนักเตะของเขากำลังจะถึงจุดจบแล้ว และหมดแรงกระตุ้นที่จะเล่นฟุตบอลอาชีพต่อไป


หลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อเลี้ยงชีวิต และเริ่มต้นเส้นทางการเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอล ควบคู่ไปกับการศึกษาระดับปริญญาด้านสังคมศาสตร์ผ่านมหาวิทยาลัยเปิด ในขณะเดียวกันเขาทำหน้าที่ดูและทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัยลีดส์เมโทรโพลิแทน และ ลีดส์ คาร์เนกี ช่วงเวลาเดียวกันเขาก็ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านความเป็นผู้นำและการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ


จากนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติกาน่า ในการลุยศึกฟุตบอลโลกหญิงปี 2007 ที่ประเทศจีน ต่อด้วยการรับงานในประเทศสวีเดน ถึงตรงนี้ชื่อและฝีมือของ เกรแฮม พอตเตอร์ เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการมากขึ้นกับการคุมทีมออสเตอร์ซุนด์ ในปี 2011


เขาต้องพาครอบครัวเดินทางไปอาศัยในแถบสแกนดิเนเวีย ในขณะที่ลูกชายของตัวเองเพิ่งจะอายุ 11 เดือนเท่านั้น ซึ่งเขาต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง


ทีมที่เขาไปคุมทัพอยู่ในลีกระดับที่4 ของสวีเดน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ เพราะหลังจากที่ได้พูดคุยกับประธานสโมสร เขาชอบในแนวทางปรัชญาและความคิดที่จะยกระดับสโมสร ซึ่งทุกอย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน


การอยู่ในแถบสแกนดิเนเวีย เขาแทบจะไม่ได้พบเจอกับแสงแดดเลย เขาต้องพาทีมลงฝึกซ้อมในร่มช่วงฤดูหนาว เพราะด้วยอุณหภูมิที่เย็นจัด แต่สุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จในการคุมทีม


ตลอดช่วงเวลา 7 ปีครึ่ง ที่อยู่กับสโมสร เขาพาทีมเลื่อนชั้นได้ถึง 3 ระดับ ไต่เต่าสู่ลีกสูงสุดของประเทศ แถมด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลสวีเดนคัพ คว้าโควต้าไปลุยฟุตบอลยุโรป ในศึกยูโรป้า ลีก ในฤดูกาล 2017-18 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ


เท่านั้นยังไม่พอเขาพาทีมเก็บชัยชนะคู่แข่งต่างลีกได้ถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น กาลาตาซาราย, แฮร์ธ่า เบอร์ลิน และพีเอโอเค โซโลนิก้า คว้าแชมป์กลุ่มที่มีทีมอย่าง แอธเลติก บิลเบา ร่วมด้วยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ


จากนั้นในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ทีมของ พอตเตอร์ โคจรมาเจอกับ อาร์เซน่อล แม้ว่าสุดท้ายจะถูก "ไอ้ปืนใหญ่" หยุดเส้นทางเอาไว้แค่นี้ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เพราะเขาสามารถพาทีมบุกไปเอาชนะได้ถึงเอมิเรตส์สเตเดียม ในการเจอกันเลก2 ด้วยสกอร์ 2-1 แต่ก็ไม่เพียงพอกับการพลิกสถานการณ์ แพ้ไปด้วยสกอร์รวม 2-4


ผลงานการพาทีมบุกไปเก็บชัยชนะได้ถึงกรุงลอนดอน ทำให้วงการฟุตบอลต้องตะลึง และชื่อของเขาก็เป็นที่ประจักษ์มากขึ้น สุดท้าย สวอนซี ตัดสินใจทาบทามดึงตัวไปคุมทีมในอีกไม่กี่เดือนต่อมา ท่ามกลางการตัดสินใจที่ยากลำบากกับการต้องแยกทางกับทีมในลีกสวีเดน


พอตเตอร์ ยอมรับว่าการเลิกเล่นฟุตบอลในวัยเพียงแค่ 30 ปี เป็นเรื่องที่ว่ายากแล้ว แต่การแยกทางกับ ออสเตอร์ซุนด์ เป็นเรื่องที่เจ็บปวดยิ่งกว่า เขาสารภาพว่าถึงกับหลั่งน้ำตาในวันอำลา ลูกชายคนโตของเขาถึงกับโกรธและร้องไห้ที่ต้องออกจากโรงเรียน เช่นกันภรรยาของเขาก็มีความสุขมากๆกับชีวิตที่นั่น


เขาให้สัมภาษณ์ว่า "ตอนที่ย้ายไปสวีเดน เขาคิดแค่ว่ามันก็เป็นอีกการเดินทางครั้งหนึ่งเท่านั้น และคิดอยู่เสมอว่าจะต้องกลับมาที่สหราชอาณาจักรในวันหนึ่ง แต่ที่แห่งนี้คือบ้านของพวกเรา เรามีเพื่อนอยู่ที่นั่น มันเป็นสถานที่แสนวิเศษและอบอุ่นสำหรับครอบครัวเล็กๆของเรา มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆที่รู้ว่าเราจะจากที่นี่ไป"


การตัดสินใจไปอยู่กับทีมสวอนซี เขาต้องเจอกับหลากหลายปัญหา อย่างแรกเลยคือทีมเพิ่งจะตกชั้นลงมาจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แถมด้วยปัญหาทางการเงิน แต่สุดท้ายเขาก็สามารถพาทีมฝ่าด่านต่างๆไปได้ด้วยสไตล์การเล่นที่ไหลลื่นจนได้รับเสียงชื่นชมจากกุนซือคนเก่าของทีมทั้ง โรแบร์โต มาร์ติเนซ, เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และ ไมเคิล เลาดรูป


พอตเตอร์ พาทีมจบอันดับที่ 10 ของตาราง และสามารถทำให้สโมสรกลับมามีเสถียรภาพอีกครั้ง หลังจากตกชั้นลงมา


ในขณะที่สโมสรไบร์ทตัน ก็เฝ้าติดตามฝีมือของกุนซือรายนี้มาตั้งแต่สมัยคุมทีมออสเตอร์ซุนด์ ก่อนจะได้จังหวะในตอนที่ปลด คริส ฮิวจ์ตัน ออกจากตำแหน่งในปี 2019 และไปดึงตัว พอตเตอร์ เข้ามาคุมทีม 


ในช่วง 2 ปีแรกกับการคุมไบร์ทตัน เขาพาทีมอยู่รอดปลอดภัยในเวทีพรีเมียร์ลีกแบบฉิวเฉียด ด้วยการจบอันดับที่ 15 และ 16  แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะ พอตเตอร์ กำลังอยู่ในช่วงสร้างทีมใหม่


ถัดมาในฤดูกาลต่อมา เขายกระดับทีมขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ ก่อนจะพา ไบร์ทตัน จบซีซั่นด้วยอันกับที่ 9 ของตาราง ด้วยผลงานโดยไป 51 แต้ม นับเป็นอันดับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรบนลีกสูงสุด ตามหลังทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียงแค่ 7 แต้มเท่านั้น 


พอตเตอร์ ได้รับคำชื่นชมอย่างมากในเรื่องรูปแบบการเล่น การยกระดับทีมให้มีสไตล์ที่น่าดึงดูดใจแฟนๆ การเก็บชัยชนะเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยสกอร์ 4-0 ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึงการที่ทีมต้องเสียผู้เล่นสำคัญออกไปพร้อมกันถึงสองราย ทั้ง อีฟส์ บิสซูม่า กองกลางตัวรับไปให้กับสเปอร์ส และ มาร์ค คูคูเรญ่า แบ็กซ้ายตัวเก่งไปอยู่กับเชลซี 


แต่ถึงกระนั้นเขากลับพาไบร์ทตัน ออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ได้อย่างร้อนแรง ทั้งๆที่สโมสรแห่งนี้ถูกจัดให้เป็นทีมที่ใช้จ่ายเงินน้อยที่สุดเป็นอันดับ 4 ของลีก แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการทำงานของกุนซือรายนี้เป็นอย่างดี 


ระบบของ ไบร์ทตัน ได้ช่วยยกระดับการเล่นของนักเตะอย่าง อีฟส์ บิสซูม่า, มาร์ค คูคูเรญ่า รวมถึง เบน ไวท์ ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้กลายเป็นนักเตะที่โดดเด่นและก้าวหน้าในเส้นทางนักเตะอาชีพ


มาคราวนี้ถึงเวลาแล้วที่ เกรแฮม พอตเตอร์ จะได้รับรางวัลตอบแทนกับสิ่งที่เขาสร้างมากับมือ ในการก้าวไปคุมทีมระดับแถวหน้าของโลกอย่าง เชลซี ทีมที่เต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่พร้อมประสบความสำเร็จในระดับที่ใหญ่กว่า ทีมที่กุนซือทุกคนไฝ่ฝันอยากจะไปคุมทัพ น่าสนใจว่าสุดท้ายแล้วเขาจะพาสโมสรใหม่ของตัวเองไล่ล่าความสำเร็จได้มากมายขนาดไหน...

Getty images

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อัปเดตข่าวล่าสุดก่อนใคร :

Website : www.truevisions.co.th

Facebook : Truevisions

Twitter : @TrueVisions

Line : @Truevisions

Youtube official : Truevisionsofficial

Instagram : Truevisionsofficial