5 เหตุผลที่เป็นไปได้ ถ้า มูรินโญ่ กลับ มาดริด

5 เหตุผลที่เป็นไปได้ ถ้า มูรินโญ่ กลับ มาดริด
เรอัล มาดริด จบฤดูกาลนี้ด้วยความว่างเปล่า เทียบกับบางซีซั่นในรอบทศวรรษที่ผ่านมาที่เคยจบโดยไม่มีอะไรติดมือ ฤดูกาล 2025/26 อาจนับได้ว่าล้มเหลวอย่างที่สุด



 เพราะนอกจากรางวัลที่โดนคู่แข่งแย่งชิงความสำเร็จ การเปลี่ยนกุนซือหนุ่มไฟแรงถึงสองรายยังไม่ช่วยเรื่องความแตกแยกภายใน 


ข่าวลือจากหลายสื่อในสเปนเชื่อว่า ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เดินหน้าเพื่อเจรจาดึงตัวกุนซือชาวโปรตุเกสกลับมาอย่างจริงจัง และมันมีเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้ดูเป็นไปได้ 


1. วิกฤตอำนาจในห้องแต่งตัว


การทะเลาะกันอย่างรุนแรงระหว่าง ออเรลิย็อง ชูอาเมนี่ และ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ แสดงให้เห็นว่า ห้องแต่งตัวและสนามซ้อมที่ควรเคร่งครัดนี้ไร้ระเบียบอย่างยากจะยอมรับได้ รวมทั้งการปฏิบัติตัวของ คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ และ วินิซิอุส จูเนียร์ ที่ต้องยอมรับว่า กุนซือหนุ่มทั้ง ชาบี อลอนโซ่ และ อัลบาโร่ อาร์เบลัว ไม่สามารถควบคุมได้


แต่ มูรินโญ่ เคยเอาอยู่ทั้ง กาก้า และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นคนที่น่าจะทำให้ระเบียบวินัยอยู่ในร่องรอยอีกครั้ง 


2. แท็คติกที่เหมาะสมกับซูเปอร์สตาร์หลายราย


ด้วยประสบการณ์การสร้างทีมที่มีสตาร์คับคั่ง หรือการจัดการด้านแท็คติกที่ไม่เหมือนใคร ในขณะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำทีมที่ต่อเกมอย่างสนุกสนาน มูรินโญ่ หมุนกลับด้วยการตัดเกมอันดุเดือด ตั้งรับ โต้กลับเร็ว หรือการเข้าปะทะอย่างรุนแรงจนกลายเป็นสไตล์เฉพาะตัว และเน้นที่ Direct Attack แตกต่างจากการนำระบบมาลงกับนักเตะตามแบบของ ชาบี อลอนโซ่ อาจเหมาะกับผู้เล่นที่มี 


ผลงานในซีซั่นนี้ เห็นกันชัดเจนว่ามีบางตำแหน่งที่ยังไม่สมบูรณ์ การมาของ มูรินโญ่ พร้อมกับนักเตะใหม่บางรายจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตา หากสโมสรสามารถคว้ากองกลางชั้นยอด เสริมแนวรับ เราอาจได้เห็นอะไรที่แตกต่างไปจากฤดูกาลปัจจุบัน แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ก็ตาม 


3. กุนซือควบตำแหน่งเกราะคุ้มกัน


มูรินโญ่ มีความเชี่ยวชาญด้านภาษา และพร้อมที่จะเป็นกุนซือผู้แบกรับคำวิจารณ์ ในขณะที่นักเตะอาจผิดพลาด แต่เขาสามารถเดินเข้าไปตำหนิกรรมการอย่างรุนแรงจนโดนปรับครั้งแล้วครั้งเล่า หรือตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างคาดไม่ถึงเพื่อให้นักเตะก้มหน้าซ้อมโดยที่สื่ออาจจะลืมไปแล้วเรื่องราวมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร 


เรอัล มาดริด เป็นทีมที่มีความกดดันสูง และมีเสียงวิจารณ์รอบด้าน การมาเพื่อเป็นทั้งกุนซือและเกราะป้องกันนักเตะคือสิ่งที่ยากจะเห็นได้ แม้ ชาบี อลอนโซ่ หรือ อัลบบาโร่ อาร์เบลัว เคยพูดไว้หลายครั้ง ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา แต่มันกลับฟังดูไม่มีน้ำหนัก 


4. ภารกิจที่ยังไม่สำเร็จ


เรอัล มาดริด ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 ฤดูกาลติดต่อกันภายใต้การทำทีมของ มูรินโญ่ แพ้ให้ บาร์เซโลน่า ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และอีกสองครั้งแพ้ให้กับสโมสรจากเยอรมนี บาเยิร์น มิวนิค และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แบบหมดรูป 4-1 ในเลกแรกของฤดูกาล 2012/13 ทำให้ถ้วยหูใหญ่เป็นเพียงถ้วยเดียวที่ มูรินโญ่ คว้ามาไม่ได้ 


สองสัปดาห์ถัดจากนั้น มูรินโญ่ มาทีมพ่ายรอบชิงชนะเลิศ โกปา เดล เรย์ ให้ แอตเลติโก้ มาดริด และกล่าวว่านี่คือซีซั่นที่ย่ำแย่ที่สุดในอาชีพกุนซือ ฤดูกาลจบลงอย่างว่างเปล่า ทั้งที่ต่อสัญญาไปถึงปี 2016 แต่ทั้งสองฝ่ายประกาศว่า แยกทางกันด้วยดี 


5. แรงสนับสนุนจากแฟนๆ


ยุคที่ บาร์เซโลน่า รุ่งเรืองด้วยมือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า การขัดขวางและสร้างความแตกต่างคือสิ่งที่ มูรินโญ่ ทำเพื่อให้ เรอัล มาดริด ในตอนนี้มีที่ยืน แม้มันสร้างความแตกแยกจนกระทั่งมีการแบ่งฝ่ายเป็น “มาดริดิสต้า” และ “มูรินญิสต้า” ดังนั้นการกลับมาในครั้งนี้ จึงยังมีคนที่รักหลงเหลืออยู่อย่างแน่นอน 


ค่าฉีกสัญญาของ มูรินโญ่ และ เบนฟิก้า อยู่ที่ 3 ล้านยูโร (ประมาณ 118 ล้านบาท) ไม่มากเกินกว่าที่ เปเรซ จะหาเงินมาจ่ายได้ท่ามกลางตัวเลขกำไรมหาศาลจากรายได้มากมายในปีบัญชีล่าสุด แม้ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” คือกุนซือที่มักจะทิ้งคำถามเบื้องหลังมากมายไว้ให้แฟนๆ ขบคิด ทุกครั้งที่อำลาจากสโมสรหนึ่ง 


getty

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อัปเดตข่าวล่าสุดก่อนใคร :

Website :

Facebook :

Twitter :

Line :

Youtube official :

Instagram :