การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษเกมสำคัญที่แฟนบอลทั่วโลกต่างตั้งตารออย่างใจจดจ่อมันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ต่อจากนี้แน่นอนว่าเรากำลังกล่าวถึง “ศึกแดงเดือด” การปะทะกันของ 2 คู่ปรับสำคัญแห่งวงการลูกหนังเมืองผู้ดี “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลและ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดโดยยกแรกจะซัดกันก่อนในสนามโอลด์แทร็ฟฟอร์ดก่อนจะกลับมาแก้มือกันอีกครั้งที่แอนฟิลด์ในวันที่ 19 มีนาคม

“ศึกแดงเดือด” กลับมาเป็นเกมที่ดุเดือดเลือดพล่านอีกครั้งในการพบกัน 2 นัดล่าสุดหลังจากที่ยิงกันไปถึง 11 ประตูและผลัดกันเป็นฝ่ายเก็บชัยไปฝั่งละ 1 ครั้งเริ่มจาก “ปีศาจแดง” เบียดเอาชนะไป 3-2 ในฟุตบอลถ้วยเก่าแก่ “เอฟเอคัพ” ก่อนจะเป็น “หงส์แดง” ที่เอาคืนได้ 4-2 ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกอังกฤษส่วนการพบกันเกมแรกของซีซั่น 2020-2021 ทั้งคู่แบ่งแต้มกันไปแบบไม่มีสกอร์ 

ไฮไลท์สำคัญใน “ศึกแดงเดือด” ยกแรกคือการดวลกัน 2 ซูเปอร์สตาร์ที่เป็นกำลังหลักของทั้ง 2 ทีมในซีซั่นนี้คริสเตียโนโรนัลโด้สุดยอดดาวเตะชาวโปรตุเกสที่ย้ายกลับมาร่วมทัพ “ปีศาจแดง” อีกครั้งในรอบ 12 ปีและสามารถระเบิดฟอร์มเก่งได้เลยทันทีตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามจะต้องปะทะกับ “เจ้าชายอียิปต์” โมฮาเหม็ดซาลาห์ที่เป็นทุกอย่างของ “หงส์แดง” อย่างปฏิเสธไม่ได้จริงๆ 

โรนัลโด้คัมแบ็กแดงเดือด

การพบกันของแมนฯยูฯกับลิเวอร์พูลในวันที่ 24 ตุลาคมนี้หลากหลายประเด็นที่น่าสนใจถูกหยิบยกนำมาพูดถึงกันอย่างสนุกในมุมของแฟนบอล “ปีศาจแดง” ต่างตื่นเต้นกับการได้เห็นคริสเตียโนโรนัลโด้สุดยอดดาวเตะชาวโปรตุเกสสวมยูนิฟอร์ม “ปีศาจแดง” ลงสนามใน “ศึกแดงเดือด” อีกครั้งในรอบ 12 ปีย้อนกลับไปเกมสุดท้ายที่เจ้าตัวลงสนามใน “ศึกแดงเดือด” เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2009 และถ้ามีรายชื่อเป็น 11 คนแรกจะกลายเป็น “ศึกแดงเดือด” ครั้งที่ 10 ในชีวิตของโรนัลโด้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโรนัลโด้ลงสนามพบกับลิเวอร์พูลมาแล้วทั้งหมด 12 ครั้งชนะ 8 เสมอ 1 แพ้ 3 ยิงได้ทั้งหมด 3 ประตูแบ่งเป็นในสีเสื้อของ “ปีศาจแดง” ทั้งหมด 2 ประตูลูกแรกยิงได้เมื่อเดือนมีนาคม 2008 จบเกมแมนฯยูฯ 3-0 และลูกที่ 2 ยิงได้เมื่อเดือนมีนาคม 2009 จบเกมแมนฯยูฯพ่ายไป 1-4 ในเดือนมีนาคม 2009 ส่วนประตูที่ 3 เกิดขึ้นในชุดเรอัลมาดริดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2014 ในการแข่งขันยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่มจบเกมเป็น “ราชันชุดขาว” ไล่ถล่ม “หงส์แดง” ไปขาดลอย 3-0 

โรนัลโด้กับลิเวอร์พูลมีเรื่องให้พูดถึงไม่น้อยในอดีตไม่ใช่แค่เพียงเพียงนักเตะแมนฯยูฯที่เป็นคู่รักคู่แค้นโดยตรงไม่ใช่แค่เพียงเป็น 1 ในสมาชิกของเรอัลมาดริดที่เคยดับฝันลิเวอร์พูลในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกเมื่อปี 2018 แต่ความจริงแล้วเจ้าตัวเคยตกเป็นเป้าหมายของ “หงส์แดง” ก่อนจะย้ายร่วมทัพ “ปีศาจแดง” แต่ด้วยปัญหาเรื่องค่าเหนื่อยของโรนัลโด้ที่สูงเกินไปในมุมมองของลิเวอร์พูลสุดท้ายแล้วเจ้าตัวเลยย้ายร่วมทัพแมนฯยูฯในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาและกลายเป็นนักเตะที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลกมาจนถึวปัจจุบัน 

ฟอร์มร้อนแรงของซาลาห์

ก่อนลงสนามใน “ศึกแดงเดือด” ลิเวอร์พูลและแมนฯยูฯทำผลงานในลีกได้ค่อนข้างน่าพอใจและเป็นทีมที่อยู่ในกลุ่ม “ลุ้นแชมป์” ร่วมกับ 2 ทีมแกร่งอย่างเชลซีและแมนเชสเตอร์ซิตี้โดยผู้เล่นที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดของลิเวอร์พูลในซีซั่นนี้คือโมฮาเหม็ดซาลาห์ยอดดาวเตะแดนมัมมี่ที่กลายเป็นหัวใจหลักในแนวรุกของ “หงส์แดง” มาโดยตลอดในช่วงหลังๆและยังระเบิดประตูในพรีเมียร์ลีกให้กับ “หงส์แดง” ไปแล้วมากกว่า 100 ลูกพร้อมทำสถิติเป็นนักเตะที่ยิงครบ 100 ประตูในพรีเมียร์ลีกเร็วที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ในประวัติศาสตร์(162 นัด) นอกจากนี้ซาลาห์ยังเป็นนักเตะคนที่ 2 จากโซนแอฟริกาที่ทำได้ถึง 100 ประตูในพรีเมียร์ลีกต่อจากดิดิเยร์ดร็อกบาตำนานดาวยิงชาวไอวอรี่โคสต์ของทีมเชลซี

ผลงานที่ผ่านมาของซาลาห์ในการลงสนาม “ศึกแดงเดือด” ทำได้ทั้งหมด 4 ประตูแบ่งเป็น 2 ประตูในพรีเมียร์ลีกอังกฤษและอีก 2 ประตูในเอฟเอคัพจากการลงสนามทั้งหมด 8 นัดเป็นทางลิเวอร์พูลชนะไป 3 นัด, แมนฯยูฯชนะ 2 นัดและเสมอกันไป 3 นัดโดยประตู 3 จาก 4 ลูกที่ทำได้ใน “ศึกแดงเดือด” เกิดขึ้นในการพบกับ 2 นัดล่าสุด 

อีกประเด็นสำคัญของซาลาห์ก่อนการลงสนามดวลกับแมนฯยูฯในวันที่ 24 ตุลาคมนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องของการต่อสัญญาฉบับใหม่กับ “หงส์แดง” โดยช่วงที่ผ่านมาเจ้าตัวถูกพูดถึงอย่างไม่ขาดปากเกี่ยวกับลูกยิงสุดเหนือชั้นในเกมเจ๊าแมนฯซิตี้ซึ่งเป็นเหมือนช็อตสำคัญที่ใช้เรียกค่าเหนื่อยระดับประวัติศาสตร์สโมสรในสัญญาฉบับใหม่และถ้ามันมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีกครั้งใน “ศึกแดงเดือด” คงเป็นเรื่องยากของลิเวอร์พูลอย่างแน่นอนที่จะปฏิเสธตัวเลขในใจของซาลาห์เพราะไม่เช่นนั้นเจ้าตัวอาจจะยอมโบกมือลาเพื่อเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางสายลูกหนังอาชีพ     

ห้ามพลาด!! ศึกแดงเดือดยกที่ 1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดโอลแทรฟฟอร์ด ทำศึกแห่งศักดิ์ศรีกับคู่รักคู่แค้น "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ใครจะเป็นฝ่ายคว้าชัย อาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม เวลา 22.30 . ถ่ายทอดสดที่ ทรูวิชั่นส์ ที่เดียวเท่านั้น ทางช่อง TruePremierFootball HD 1 และ 2 ช่อง 600,602 และช่องพิเศษสำหรับแมตช์สุดเดือด True4K ช่อง 400